
หากพูดถึงแฟรนไชส์ไซไฟระดับตำนานอย่าง Star Trek หลายคนย่อมคุ้นเคยกับตัวละครนักรบชาวคลิงออนอย่าง วอร์ฟ (Worf) ที่รับบทโดย ไมเคิล ดอร์น (Michael Dorn) ซึ่งสร้างสถิติปรากฏตัวในซีรีส์ชุดนี้มากที่สุด แต่เบื้องหลังการย้ายข้ามฝั่งจากภาค Star Trek: The Next Generation มาสู่สถานีอวกาศใน Star Trek: Deep Space Nine ซีซั่น 4 นั้น มีเหตุผลสำคัญมาจากปัญหาเรื่องเรตติ้งและทิศทางของเนื้อหา
เหตุผลในการดึง วอร์ฟ เสริมทัพซีซั่น 4
ในช่วงที่ซีรีส์ออกอากาศซีซั่น 3 ระหว่างปี 1994 ถึง 1995 แม้ตัวเลขผู้ชมจะยังคงทรงตัว แต่ทีมงานและผู้สร้างอย่าง ริก เบอร์มาน (Rick Berman) เริ่มกังวลใจกับกระแสการแข่งขันในตลาดหนังไซไฟ รวมถึงเสียงสะท้อนจากแฟนๆ ที่อาจเริ่มลดความสนใจลง พวกเขาจึงมองหาจุดเปลี่ยนเพื่อกระตุ้นให้ผู้ชมกลับมาสนใจผลงานอีกครั้ง

ทางออกในเวลานั้นคือการเพิ่มความเข้มข้นด้วยการนำประเด็นความขัดแย้งของชาวคลิงออนเข้ามาเป็นจุดศูนย์กลางของเนื้อเรื่อง ทำให้การดึงตัว วอร์ฟ ผู้ซึ่งเติบโตมากับมนุษย์และเป็นสมาชิกหน่วยสตาร์ฟลีตผู้จงรักภักดี แต่ในขณะเดียวกันก็มีสายเลือดคลิงออนขนานแท้ เข้ามามีบทบาทสำคัญ จึงลงตัวกับทิศทางเนื้อเรื่องที่กำลังจะเข้าสู่ภาวะสงครามพอดี

เกือบไม่ได้เห็น ไมเคิล ดอร์น กลับมารับบทเดิม
แม้ว่าในมุมมองของบทบาทจะลงตัวอย่างยิ่ง แต่การดึงตัวนักแสดงอย่าง ไมเคิล ดอร์น ให้กลับสวมบทบาทเดิมอีกครั้งกลับไม่ใช่เรื่องง่าย ในช่วงแรกมีรายงานว่าเขาปฏิเสธข้อเสนอ เนื่องจากปัญหาเรื่องค่าตอบแทนที่ไม่สูงพอ ความกังวลว่าตารางงานจะไปทับซ้อนกับการถ่ายทำภาพยนตร์ และความเหนื่อยหน่ายกับการต้องนั่งแต่งหน้าแปลงโฉมเป็นชาวคลิงออนเป็นเวลานานในทุกๆ วัน
โชคดีที่ท้ายที่สุดแล้วการเจรจาลุล่วง โดย ดอร์น ได้เซ็นสัญญาเป็นเวลา 3 ปี ซึ่งมีข้อตกลงที่เอื้อให้เขาสามารถไปถ่ายทำภาพยนตร์เรื่องอื่นได้ พร้อมทั้งแก้ไขปัญหาเรื่องการแต่งหน้าไม่ให้ใช้เวลานานเกินไป จนทำให้เราได้เห็นตัวละครอันเป็นที่รักโลดแล่นอยู่ในซีรีส์เรื่องนี้อีกกว่า 100 ตอนในเวลาต่อมา
ที่มา: TVLine







